Yello Classifieds Thailand
เข้าสู่ระบบ

ชื่อผู้ใช้/อีเมล *

รหัสผ่าน * , ลืมรหัสผ่าน?

  จดจำไว้ในระบบ

 

เข้าสู่ระบบด้วยบัญชีเฟสบุ๊ค
คุณสามารถเข้าสู่ระบบหรือลงทะเบียนด้วยบัญชีเฟสบุ๊คของคุณ

ลงทะเบียน

ชื่อผู้ใช้ *

รหัสผ่าน *

ยืนยันรหัสผ่าน *

อีเมล *

ชื่อ-นามสกุล *

  ฉันอ่าน ข้อตกลงและเงื่อนไข และยอมรับแล้ว *

 

ลงทะเบียนด้วยบัญชีเฟสบุ๊ค
คุณสามารถเข้าสู่ระบบหรือลงทะเบียนด้วยบัญชีเฟสบุ๊คของคุณ

ลืมรหัสผ่าน?

กรุณากรอกอีเมล *


ค้นหาโดยละเอียด
หมวดหมู่
ภาค

แก้วจักรพรรดิ์ 4500 บาท

Advertisments
6 ปีที่แล้ว
3225
รายละเอียดโฆษณา
โฆษณานี้หมดอายุแล้ว
รายละเอียด

แก้วจักรพรรดิ์ 4500 บาท

แก้วจักรพรรดิ์ 4500 บาท

กายสิทธิ์คืออะไร
กายสิทธ์ คืออะไร?
มีความสำคัญต่อการเจริญวิชชาธรรมกายอย่างไร?

กายสิทธิ์ในวิชชาธรรมกาย เรียกว่า ภาคผู้เลี้ยงมนุษย์
ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงมนุษย์ มีหน้าที่เลี้ยงดูพิทักษ์รักษาพวกกาย
มนุษย์ พวกกายสิทธิ์มีรูปร่างคล้ายพระ พุทธรูปทรงเครื่อง
มีดวงแก้วเป็นเรือนอาศัย กล่าวโดยย่อ มี ๓ ขั้น คือ

๑. จุลจักร พร้อมทั้งบริวารมีหนาที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์
ที่มีบารมีอย่างต่ำ
๒. มหาจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์
ที่มีบารมีชั้นกลาง
๓. บรมจักร พร้อมทั้งบริวารมีหน้าที่เลี้ยงรักษากายมนุษย์
ที่มีบารมีชั้น สูง

มนุษย์คนหนึ่ง ๆ มีจักรพรรดิทั้ง ๓ พร้อมบริวารชุดหนึ่ง ๆ
เป็นผู้เลี้ยง และอาจผลัดเปลี่ยนกันรักษาไปตามคราว ๆ เป็น
ต้นว่า...
คราวใดจุลจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาก็มีทรัพย์สมบัติ
และความสุขน้อย
คราวใดมหาจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาก็มีทรัพย์สมบัติ
และความสุขมัชฌิมา
คราวใดบรมจักรกับบริวารเลี้ยงรักษา ก็มีสมบัติ
และความสุขบริบูรณ์ทุกประการ

ไม่เลี้ยงรักษาแต่เฉพาะกายมนุษย์เท่านั้น สิ่งไม่มีวิญญาณก็
สมบูรณ์เหมือนกัน ถึงแม้สมัยยุคของโลกก็เลี้ยงทั่วไปเป็น
สาธารณะเหมือนกัน

ถ้ายุคใดสมัยใด จุลจักรกับบริวารเลี้ยงรักษาโลกก็มีความสุข
น้อย สมบัติและอาชีพต่าง ๆ ก็อัตคัดกันดารไม่สมบูรณ์

ถ้ายุคใดสมัยใด มหาจักร กับบริวารเลี้ยงรักษา โลกก็มี
ความสุข เป็นมัชฌิมาทรัพย์สมบัติและเครื่องกินเครื่องใช้
ก็พอปานกลาง ไม่ฟุ่มเฟือยนัก และ ไม่กันดารนัก พอ
ปานกลาง

ถ้ายุคสมัยใด บรมจักรกับบริวารเลี้ยงรักษา โลกก็บริบูรณ์
ไปด้วยความ สุขทุกประการ ทรัพย์สมบัติ วิญญาณกทรัพย์
และอวิญญาณกทรัพย์ก็หาได้ง่าย มั่งคั่งสมบูรณ์ไปตาม ๆ
กัน ไม่เบียดเบียนกัน

จักรทั้ง ๓ กับบริวารที่กล่าวมานี้ เฉพาะกายมนุษย์
ส่วนกายอื่น ๆ ก็มีจักรทั้ง ๓ กับบริวารเลี้ยงรักษามีประจำ
สำหรับทุกกายไปตลอดจนกายสุดหยาบ สุดละเอียดเท่ากัน
เหมือนกัน ถ้าเลี้ยงกายไหน รูปพรรณสัณฐาน ร่างกายก็
เหมือนกายนั้น เช่นจักรเลี้ยงกายมนุษย์และกายทิพย์
เลี้ยงกายปฐมวิญญาณหยาบ เลี้ยง กายปฐมวิญญาณ
ละเอียด เลี้ยงกายธรรมเป็นต้นก็มีรูปพรรณสัณฐานเหมือน
กับกายนั้น ๆ แต่ทว่าดีกว่า ใสกว่ากายนั้น ๆ ส่วนรูปร่าง
เหมือนกับกายที่เลี้ยงนั้น ตลอดจนกายสุดหยาบสุดละเอียด

จักรทั้ง ๓ นั้น เหตุใดจึงเรียกนามว่า จักร คือ กายสิทธิ์มีตัวอยู่
ในดวงแก้ว ดวงแก้วนั้นเป็นบ้านเรือนสำหรับอยู่อาศัยของเขา
เหมือนมนุษย์อาศัยอยู่บ้านเรือน

ภายในดวงแก้วนั้นมีรัตนะเจ็ด คือ แก้ว ๗ ประการ ดังต่อไปนี้

จักรแก้ว ๑
ช้างแก้ว ๑
ม้าแก้ว ๑
ดวงแก้วมณี ๑
นางแก้ว ๑
คฤหบดี (ขุนคลัง) แก้ว ๑
ขุนพลแก้ว ๑

ในแก้ว ๗ ประการนี้ จักรแก้วเป็นใหญ่ เป็นประธานในแก้ว ๗
ประการ ทั้งหลายเหล่านั้น ในแก้ว ๗ ประการ เป็นตัวอำนาจ
มีสิทธิให้สำเร็จ อำนาจและเกิดการน้อยใหญ่ ดุจดังมหา
อำมาตย์ผู้ใหญ่ เป็นผู้สำเร็จราชการทั้งปวง เพราะเหตุนี้
แหละ จักรทั้ง ๓ นั้นจึงได้นามว่า “จักร”

ความแตกต่างกันของจักรทั้ง ๓ นั้นคือ

จุลจักร เป็นดวงแก้วกลมใส สะอาด บริสุทธิ์
ประณีต มีฤทธิ์อำนาจและบริวารน้อยกว่าแก้วมหาจักร

มหาจักร เป็นดวงแก้วกลมใส สะอาดบริสุทธิ์
ประณีตกว่าจุลจักร มีฤทธิ์อำนาจบริวารมากกว่าจุลจักร

บรมจักร เป็นดวงแก้วกลมใส ขาวสะอาด
บริสุทธิ์ประณีตกว่าแก้วมหาจักร มีฤทธิ์อำนาจและบริวาร
มากกว่าจุลจักรและมหาจักร

กายหนึ่ง ๆ ก็มีจุลจักร มหาจักร บรมจักร พร้อมทั้งบริวาร
เป็นผู้เลี้ยง มีประจำไปเช่นนี้ทุกกาย กายละพวก ๆ จนสุด
หยาบสุดละเอียด ผู้เลี้ยงก็มีไปจนสุดหยาบสุดละเอียดของ
กายผู้เลี้ยงเหมือนกัน

ขนาดของจักรทั้ง ๓ กับแก้วบริวาร คือ

๑) แก้วจุลจักร และบริวาร ขนาดตั้งแต่เล็กเท่าแววตาดำ
ขึ้นไป จนถึงโตเท่าผลมะตูม หรือผลมะขวิด

๒) แก้วมหาจักร และบริวาร ขนาดผลตาลขึ้นไปจนถึงผล
มะพร้าวแห้ง

๓) แก้วบรมจักร และบริวาร ขนาดตั้งแต่เท่าบาตรขึ้นไปจน
ถึงโตเท่าตะแกรงหรือเท่ากระด้ง

พวกผู้เลี้ยงหรือที่เรียกว่า พวกกายสิทธิ์นี้ ก็มีธาตุตายธรรม
ตาย เป็นต้นว่า ภพเป็นที่อยู่เหมือนกับพวกมนุษย์เช่นเดียวกัน

ธาตุเป็น ธรรมเป็น ก็มีเหมือนกายมนุษย์ คือ มีกาย ใจ จิต
วิญญาณ รวมเป็น ๔ อันเป็นที่ตั้งของเห็นจำคิดรู้ มีธาตุคือ
ธาตุเห็น ธาตุจำ ธาตุคิด ธาตุรู้ รวมเป็น ๔ และมีดวงคือ ดวง
เห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ อีก ๔ รวมเป็น ธาตุ ๑๒
ธรรม ๑๒ (ที่กล่าวมานี้ ปรากฏอยู่ใน หนังสือวิชชามรรค
ผลพิสดาร เล่ม ๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำซึ่งเป็นตำรา
วิชชาธรรมกายขั้นสูง)

และยังมีกล่าวถึงเรื่อง แก้วกายสิทธิ์ ในหนังสือมรรคผล
พิสดาร วิชชาธรรมกายชั้นสูง เล่ม ๑ ของหลวงพ่อมงคล
เทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) หน้า ๕๖ ลำดับที่ ๓๓ ดังนี้.....

นิพพานปรุงแต่งขึ้นด้วยธาตุธรรม แก้วกายสิทธิ์ใสสว่างไป
ด้วย แก้วกายสิทธิ์ พื้นและอากาศเบื้องบน และข้างขวา
ซ้าย ภายในนิพพานนั้นสำเร็จไปด้วยแก้วกายสิทธิ์ทั้งนั้น
นิพพานมีลักษณะสัณฐานกลมดังลูกกระสุน (หรือดวงแก้ว)
รอบนอกก้อนกลมนั้นเป็นอากาศว่างสะอาดและละเอียด
บริสุทธิ์ ก้อนกลมนั้น ลอยอยู่กับอากาศมีอากาศที่ละเอียด
สะอาดรองรับอยู่ ภายในก้อนกลมนั้นเป็นเมืองนิพพาน
เป็นที่เสด็จอยู่ของพระพุทธเจ้า และพระอรหันตขีณาสพ
ทั้งหลาย มากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ พื้น
ว่าง และอากาศเป็นพื้นเบื้องบนและอากาศที่เป็นพื้นข้าง
ขวา ข้างซ้าย ภายในก้อนกลมนั้นสำเร็จไปด้วยแก้วกายสิทธิ์
ทั้งนั้น มีพระพุทธเจ้านั่งเป็นแถวเรียงกันไปสุดหู สุดตาจะนับ
จะประมาณมิได้ มีขนาดองศาเท่า ๆ กัน เกตุดอกบัวตูม
เป็นแก้วขาวใส หน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เท่ากันที่
เป็นพระพุทธเจ้า เนื้อแก้วก็ใสสะอาด เนื้อแก้วละเอียดก็มี
น้ำดี เป็นเพชรชั้นที่หนึ่ง มีแก้วอ่อนกว่ากันเป็นชั้น ๆ ที่เป็น
พระสาวกและพระสาวิกา เนื้อแก้วก็ใสละเอียดลงมากกว่า
พระพุทธเจ้า เป็นเพชรน้ำที่รอง ๆ กันลงมา และมีแก่อ่อนกว่า
กันเป็นชั้น ๆ ตามบารมีแก่อ่อนกว่ากัน หรือตามธาตุอ่อนธาตุ
แก่กว่ากัน

ดูภพ ๓ คือ อรูปพรหมนั้นเป็นรูปอยู่ภายในดวงแก้ว
หน้าตักกว่า ๑ คืบ สูง ๑ ศอก นั่งอยู่ภายในดวงแก้วกลม ๆ หุ้ม
ห่ออยู่ ตั้งเป็นแถวเป็นแนว เรียงรายไปสุดหูสุดตาเต็มไปหมด
ภพทั้ง ๓ คือ อรูปพรหม รูปพรหม กามภพ มีอรูปพรหมเป็นสุด
เบื้องบน มีอเวจีนรกเป็นที่สุดเบื้องล่างของภพทั้ง ๓
อรูปพรหมนั้นตั้งลอยอยู่บนอากาศปรุงแต่งขึ้นด้วยธาตุธรรม
เป็นแก้วกายสิทธิ์เหมือนกันแต่หยาบกว่าชั้นนิพพานลงมาตาม
ชั้น พื้นเบื้องล่าง และอากาศเบื้องบน เบื้องขวา เบื้องซ้าย
ของอรูปพรหมนั้น สำเร็จด้วยแก้วกายสิทธิ์ แต่หยาบกว่าชั้น
นิพพานมาก อรูปพรหมอีก ๓ ชั้น ต่ำลงมากเช่นเดียวกัน แต่
หยาบลงมาเป็นชั้น ๆ ทุกทีตลอดลงมาถึงชั้นรูปพรหม ๑๖ ชั้น
ไปจนถึงสวรรค์ ๖ ชั้น และชั้นมนุษย์ ฯลฯ

(จากหนังสือมรรค ผลพิสดาร เล่ม ๑ หน้า ๖๒
ของหลวงพ่อวัดปากน้ำกล่าวไว้อีกว่า.......)

ส่วนของกายสิทธิ์นั้นเหมือนเปลือกหุ้มอยู่ชั้นนอกของศูนย์สิ่ง
นั้น ๆ คือ ในศูนย์ของศูนย์ภพของศูนย์นิพพาน ในศูนย์ของ
ภพ ๓ ในศูนย์ของโลกันต์ ในศูนย์ของกายนั้นนี่ดูส่วนของ
กายสิทธิ์ แต่คงมีคู่กันไปทุกอย่าง ส่วนนอกเป็นของมนุษย์
ส่วนในซ้อนอยู่ข้างในเป็นของกายสิทธิ์ เช่นภพนอกเป็นภพ
ของมนุษย์ ภพที่ซ้อนอยู่ชั้นในเป็นภพของกายสิทธิ์
มีเปลือกส่วนหนึ่ง มีเนื้อส่วนหนึ่งหุ้มซ้อนกันอยู่มีคู่กันไปเช่นนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างคู่กันตลอดไปจนสุดหยาบสุดละเอียดเหมือน
ของกายมนุษย์มีสิ่งไร ไปมากเท่าใดของกายสิทธิ์ซึ่งเรียกว่า
ผู้เลี้ยงมนุษย์ ก็มีไปเท่าจำนวนของมนุษย์คู่กันไปเท่านั้น
เหมือนกัน

เพราะกายสิทธิ์เลี้ยงรักษา, ที่กายสิทธิ์นั้นคือได้แก่ จักรแก้ว
๓ จำพวก

๑) จุลจักร มีฤทธิ์และมีอำนาจเดชาศักดานุภาพอย่างต่ำ
มีแก้วกายสิทธ์เป็นบริวารอเนกอนันตัง เป็นคนรับใช้
สอยของแก้วมหาจักรและบรมจักร ซึ่งมีอำนาจเหนือขึ้นไป
มีหน้าที่ดูแล เลี้ยง และรักษามนุษย์ให้สมบัติเกิด และให้ความ
สุขความเจริญแก่หมู่มนุษย์ ป้องกันสรรพสัตว์อันตรายต่าง ๆ
บันดาลให้อาหารเครื่องบริโภค และเครื่องอุปโภค เครื่องใช้
สอยต่าง ๆ ให้บังเกิดขึ้น เป็นความสุขแก่หมู่มนุษย์ และคอย
พิทักษ์ป้องกันรักษา และทรัพย์สมบัติของของหมู่มนุษย์ไม่
ให้เป็นอันตราย

๒) มหาจักร มีฤทธิ์อำนาจมีเดชานุภาพมากกว่า สูงกว่าจุล
จักร มีแก้วกายสิทธิ์ชั้นนี้เป็นบริวารอเนก อนันตัง
อปริมาณัง เหลือที่จะนับจะประมาณได้ มีอำนาจเหนือจุลจักร
แต่เป็นผู้รับใช้สอยของแก้วบรมจักร และมีอำนาจใช้สอยแก้ว
จุลจักร พร้อมทั้งบริวารของแก้วจุลจักร เป็นผู้มีหน้าที่เลี้ยง
และรักษาดูแล ให้สมบัติและความสุขความเจริญพร้อม
อาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค และเครื่องใช้สอย เครื่อง
อุปกรณ์ต่าง ๆ นานาแก่มนุษย์ ป้องกันภัยอันตราย โรคภัยไข้
เจ็บต่าง ๆ นานา ไม่ให้เบียดเบียนแก่หมู่มนุษย์ คอยพิทักษ์
รักษาแก่หมู่มนุษย์ และทรัพย์สมบัติของหมู่มนุษย์ไม่ให้เป็น
อันตรายเช่นเดียวกันกับแก้วจุลจักร แต่ว่าทำหน้าที่ประณีต
กว่า ละเอียดกว่า สูงกว่า ดียิ่งขึ้นไปกว่า ประเสริฐกว่าแก้ว
จุลจักร

๓) บรมจักร มีพระบรมเดชาศักดานุภาพและมีฤทธิ์มีอำนาจ
ใหญ่ยิ่งสูงสุดกว่า จุลจักรและมหาจักร มีแก้วกายสิทธิ์ชั้น
บรมจักรนี้เป็นบริวารอเนกอนันตัง ปริมาณังเหลือที่จะนับจะ
ประมาณได้ มีอำนาจเหนือ และเป็นผู้บังคับบัญชาใช้สอยจุล
จักร,มหาจักรพร้อมทั้งบริวารจุลจักร มหาจักรด้วย เป็นผู้มีหน้า
ทีเลี้ยงและรักษาดูแล ให้สมบัติและความสุขความเจริญ พร้อม
ด้วยอาหาร เครื่องอุปโภค บริโภค เครื่องใช้สอย เครื่อง
อุปกรณ์ความสุขต่าง ๆ นานา ไม่ให้เบียดเบียนหมู่มนุษย์ คอย
พิทักษ์รักษาดูแลหมู่มนุษย์ และทรัพย์สมบัติของมนุษย์ไม่ให้
เป็นอันตราย คอยให้ความสุข ป้องกันความทุกข์ต่าง ๆ ของ
มนุษย์เช่นเดียวกันกับแก้วจุลจักรและมหาจักร แต่ทว่าทำหน้าที่
ประณีตกว่า อุดมกว่า สูงสุดกว่าละเอียดกว่าเลิศประเสริฐกว่า
ยิ่งใหญ่กว่าแก้วจุลจักรและแก้วมหาจักรทั้ง ๒ ประการนั้น

จักรทั้ง ๓ ประการนี้เป็นผู้มีหน้าที่เลี้ยงและคอยรักษา
มนุษย์เฉพาะภพหนึ่ง ๆ ถ้ามนุษย์ก็จักรทั้ง ๓ นี้เลี้ยงดูด้วย
สมบัติมนุษย์ ถ้ากายทิพย์ กายปฐมวิญญาณหยาบ-ละเอียดก็
มีจักรกายละ ๓ จักรรักษา เลี้ยงด้วยสมบัติละเอียดอันเป็นส่วน
สมบัติทิพย์ สรุปความว่า กายสุดหยาบสุดละเอียดของกาย
ทุก ๆ กาย มีจักรรักษาอยู่กายละ ๓ จักรเหมือนกันหมด

แก้ว ๓ ประการนี้เป็นผู้เลี้ยงรักษาด้วยสมบัติหยาบละเอียดตาม
ขั้นของกายทั่วไปทุกกายไม่เว้นเลย เรียกว่าสมบัติมนุษย์และ
สมบัติทิพย์ ก็คือแก้ว ๓ ประการนี้เองเป็นผู้ให้สมบัติ ส่วนสม
บัตินิพพานนั้นก็มี แก้วกายสิทธิ์อย่างละเอียดเป็นผู้แต่งสมบัติ
ในนิพานอีกเหมือนกันคือ

๑) แก้วจุลพุทธจักร
๒) แก้วมหาพุทธจักร
๓) แก้วบรมพุทธจักร

จักร ๓ ประการนี้ เป็นผู้แต่งสมบัติอันประณีตในส่วนนิพพาน
ให้พระพุทธเจ้าและพระอรหันตขีณาสพทั้งหลายเป็นบรมสุขอยู่
ด้วยทิพยโอชารสาหารอันประณีต สุขุมซึมซาบเอิบอาบปนอยู่
ในไส้ และเป็นบรมสุขอันสุขุมประณีตอยู่ด้วยคุณสมบัติใน
นิพพาน ซึมซาบเอิบอาบปนเป็น อยู่ในพระองค์ละเอียดสุขุม
ยิ่งนัก เป็นบรมสุข แสนสุขชั่วนิรันดร ไม่มีกาล ไม่มีระหว่าง
เพราะพุทธจักร แก้วทั้ง ๓ ประการนั้นเป็นผู้แต่งสมบัติ
ในนิพพานให้เป็นบรมแสนสุข

จักรทั้ง ๑๕ ประการเหล่านี้ คือ

๑) จุลจักร สำหรับกาย ๔ กาย คือ มนุษย์ ทิพย์
ปฐมวิญญาณหยาบ ปฐมวิญญาณละเอียด

๒) มหาจักร สำหรับกาย ๔ กายคือ มนุษย์ ทิพย์
ปฐมวิญญาณหยาบ วิญญาณละเอียด

๓) บรมจักร สำหรับ ๔กายคือ มนุษย์ ทิพย์
ปฐมวิญญาณหยาบ ปฐมวิญญาณละเอียด

รวมเป็น ๑๒ จักรด้วยกันกับอีก ๓ พุทธจักร คือ

๑) จุลพุทธจักร สำหรับพระนิพพาน
๒) มหาพุทธจักร สำหรับพระนิพพาน
๓) บรมพุทธจักร สำหรับพระนิพพาน

รวมเป็น ๑๕ จักร ภพหนึ่งก็มีจักร ๑๕ ประการนี้
..........................
และในหนังสือ มรรคผลพิสดาร เล่มที่ ๑ หน้า๕๓ ได้กล่าวไว้
ในลำดับที่ ๓๑ ว่า

สมบัติ ๓ ประการ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ
นิพพานสมบัติ

สมบัติ ๓ ประการนี้เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากได้ยิ่งนัก
เพราะอำนวยความสุขให้สมใจหวังทุกอย่าง ฉะนั้น มนุษย์เรา
ทำบุญกุศลต่าง ๆ จึงได้ตั้งปณิธานความปรารถนากันนักว่า
ขอให้ได้สมบัติ ๓ ประการนี้คือ

สมบัติมนุษย์
สมบัติสวรรค์
สมบัตินิพพาน

สมบัติมนุษย์คืออะไร ? ก็คือ
๑. แก้วจุลจักร ๒. แก้วมหาจักร ๓. แก้วบรมจักร

สมบัติสวรรค์คืออะไร ? ก็คือ
๑. แก้วจุลทิพย์จักร ๒. แก้วมหาทิพย์จักร
๓. แก้วบรมทิพย์จักร

สมบัตินิพพานคืออะไร ?
ก็คือ ๑. แก้วจุลพุทธจักร ๒. แก้วมหาพุทธจักร
๓. แก้วบรมพุทธจักร

สมบัติทั้ง ๓ ประการนี้แหละ เป็นยอดสมบัติทั้งปวง

ในหนังสือ คู่มือสมภาร ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัด
ปากน้ำ สั่งให้เรียบเรียงขึ้นเป็นคู่มือแก่ผู้ปฏิบัติธรรม วิชชา
ธรรมกาย ได้กล่าวไว้ในลำดับที่ ๑๔ ว่า...........

“ดูกายสิทธิ์ในดวงแก้ว”

ให้เอาดวงแก้วที่ถืออยู่ในมือนั้น เข้าไปไว้ในสุดละเอียด
(ศูนย์กลางกาย) หยุดนิ่งอยู่ในกลางดวงแก้ว ขยายให้ดวงแก้ว
นั้นโตขึ้น ก็จะแลเห็นกายที่อยู่ในดวงแก้วนั้นได้ถนัด เมื่อต้อง
การจะรู้ด้วยเรื่องอะไร ก็ถามได้จากกายที่อยู่ในนั้นได้ กายนี้
เองที่เรียกว่า “กายสิทธิ์”

กายสิทธิ์มีคุณค่าหรือความสำคัญต่อวิชชาธรรมกายอย่างไร

คำตอบ มีคุณค่ามีคุณประโยชน์มหาศาล อเนกอนันตัง
นับแต่เริ่มปฏิบัติธรรมโดยใช้ดวงแก้วกายสิทธิ์กลมใสมาเป็น
นิมิต เจริญภาวนาจนได้บรรลุธรรมถึงธรรมกายและเมื่อถึง
ธรรมกายแล้ว ก็ต้องเจริญวิชชาธรรมกายขั้นสูง ๆ และใช้
กายสิทธิ์ร่วมทำวิชชาขั้นสูง

ดังจะขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้ ....

(จากหนังสือมรรคผลพิสดาร เล่ม ๒ ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ภาษีเจริญ)

“สิทธิและอำนาจ”

สิทธิและอำนาจทั้งสองอย่างนี้ต่างกัน สิทธิหมายถึงได้สิทธิ
ในสิ่งนั้น ๆ บริบูรณ์เต็มที่ เช่นได้สิทธิเป็นกษัตริย์ ได้สิทธิเป็น
จักรพรรดิ ได้สิทธิเป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นผู้มีสิทธิในเรือก
สวนไร่นาของตน มีสิทธิปกครองสิทธิ์ขาดแต่ไรอำนาจของ
ตนก็มีสิทธิไปแค่นั้น

วิธีแสวงหาสิทธิทางโลก

ต้องใช้วิธีต่าง ๆ นา ๆ ตลอดจนถึงเบียดเบียนรบราฆ่าฟันกัน
เป็นพวก ๆ ใช้ศัสตราวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ เข้าประหัตประหาร
กัน เพื่อแย่งสิทธิกันนั่นเอง เพราะชาติใดพวกใดได้สิทธิขยาย
เขตออกไปมากแค่ไร อำนาจการปกครองขยายส่วนไปแค่นั้น
ตามสิทธิ

ส่วนการแสวงหาสิทธิในทางธรรมนั้น

ไม่ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ประหัตประหารกันเช่นนั้น ใช้สมาธิจิต
หรือจิตตานุภาพที่หยุดนิ่งจนละเอียดไม่มีที่สิ้นสุดที่เรียก
ว่า “อนัตตญาโน” นับเป็นเครื่องหาสิทธิของเขามา คือ เอา
กายทั้งหมดทุกกายตลอดวงศ์สายขาว, วงศ์สายกลาง, วงศ์
สายดำ ทั้งเถาชุดชั้นตอนภาคพืด มาซ้อนสับทับทวี
เข้าในกายมนุษย์ กลั่นให้ใสสะอาดดี แล้วเอาจุลจักรกับพวก
บริวารพร้อมด้วยสมบัติรัตนะ ๗ ประการ และมหาจักรกับพวก
บริวารพร้อมด้วยสมบัติรัตนะ ๗ ประการ ของทุก ๆ กาย
ตลอดวงศ์สายขาว สายกลาง ทั้งกายเถาชุดชั้นตอนภาคพืด
ลงมาซ้อนในรัตนะ ๗ ประการ นั้นทั้ง ๗ อย่าง หรือเฉพาะ
อย่างเดียวก็ได้ คือเมื่อเอารัตนะอย่างหนึ่ง อีก ๖ อย่างก็รวม
ในจักรแก้วหมดนั้นทุกอย่าง หรือจะไม่รวมเฉพาะอย่างให้คง
อยู่เป็นสัตตรัตนะอยู่ครบทั้ง ๗ก็ได้ สุดแท้แต่จะต้องการ
แล้วกลั่นให้ใสสะอาดทั้ง ๗

แล้วเอามือขวาของกายมนุษย์ถือจักร
มือซ้ายถือดวงแก้ว

ส่วนรัตนะอีก ๕ อย่างนั้น เอาเข้าในกายมนุษย์ กลั่นให้กาย
ใสเป็นแก้ว นี้เป็นการยืนพื้นไว้มูลเดิม แล้วพิสดารรัตนะ ๗
ออกไปตามแต่ต้องการจะใช้

เมื่อกายมนุษย์นี้ มือขวาถือจักรแก้ว มือซ้ายถือดวงแก้วมณี
โชติ และแก้วอีก ๕ นั้น กลั่นเข้าในกายมนุษย์จนใสสะอาด
บริสุทธิ์ดีแล้ว จึงเดินเครื่องเข้าไปในหัวใจเครื่องของสิทธิ
ร้อยไส้ หัวใจ เครื่องสิทธิเข้าไป เป็นลำดับ ๆ ไม่ถอยหลัง
กลับ ละเอียดเข้าไป แก่เข้าไปทุกที เข้าไป ในหัวใจเครื่อง
ของทะเลสิทธิ ของเหตุทะเล ในเหตุทะเลสิทธิ ละเอียดหนัก
เข้าไปไม่ถอยหลังกลับ แก่เข้าไปเท่าไร ละเอียดเข้าไปเท่าไร
ร้อยไส้เครื่องสิทธิเข้าไปได้เท่าไร ก็ชื่อว่าได้ธาตุธรรมเป็น
สิทธิเท่านั้น ๆ และได้อำนาจปกครองบังคับธาตุธรรมได้
แค่นั้น ๆ เหมือนพระมหากษัตริย์รบได้อาณาเขตออกไป
เท่าไรก็ได้อำนาจปกครองเท่านั้น ๆ ทำไปเช่นนี้เป็นลำดับ ๆ
จนกว่าจะยึดสิทธิในธาตุธรรมได้ทั้งหมด

ถ้ายึดสิทธิธาตุธรรมได้ทั้งหมดแล้ว ก็เอาแก้วบรมพุทธจักร
สูงสุดมาใช้ได้ เมื่อใช้บรมพุทธจักรสูงสุดมาใช้ได้ เมื่อใช้
บรมพุทธจักรสูงสุดได้แล้ว ก็มีอำนาจบังคับให้เกิดบุญ
ศักดิ์สิทธิ์ และบังคับบาปศักดิ์สิทธิ์ได้สมใจนึก

เพราะฉะนั้น วิชชา (วิชชาการสะสางธาตุธรรม) นี้

พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ
ภาษีเจริญ) อุตส่าห์พยายามยิ่งนักทุกคืนวันเป็นเวลา ๑๑ ปี
เศษ เพื่อจะยึดสิทธิมาสร้างความสุขให้แก่สัตว์โลกทั่วไป
ตลอดทั้งแสนโกฏิจักรวาลอนันตจักรวาล ทั้งสิ้นโดยไม่ถอย
หลังกลับ

พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพ ทั้ง
หลาย สร้างบารมีองค์ละมาก ๆ นับด้วยอสงไขยก็เพื่อจะยึด
สิทธินี้เอง เพราะสิทธิเป็นตัวสำเร็จ สิทธิทางโลกยึดได้ด้วย
กำลัง ศัสตราวุธ

ส่วนสิทธิทางธรรมยึดได้ด้วยบารมีเท่านั้น
นอกจากบารมีแล้วยึดไม่ได้

บารมีนั้นมี ๓๐ ประการคือ

ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี
ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และ
อุเบกขาบารมี รวมเป็น ๑๐

เมื่อบารมีแก่กล้าขึ้นเต็มส่วน ก็จะกลั่นตัวเองเป็นอุปบารมี
อีก ๑๐ และเมื่ออุปบารมีแก่กล้าขึ้นเต็มส่วนก็จะกลั่นตัวเอง
เป็นปรมัตถบารมีอีก ๑๐ รวมเป็น ๓๐ ประการ

รัศมีนั้นก็มาจากบารมี ๓๐ นั่นเอง แต่กลั่นเป็นแสงสว่าง
รุ่งโรจน์โชติช่วงขึ้นเป็นรัศมีสว่าง

กำลัง คือ ความแรง และความแก่กล้าของบารมี ๓๐ นั้น
แรงกล้าขึ้น

ฤทธิ์ คือ สำเร็จผลของบารมี ๓๐ นั้น คือตัวยึดสิทธินั่นเอง

ทั้งบารมี, รัศมี, กำลัง, ฤทธิ์, เหล่านี้ พระพุทธเจ้า
พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตขีณาสพเจ้าทั้งหลาย ตลอด
จนถึงพระอริยสาวก และปุถุชนทั้งสิ้น ได้ก่อสร้างบำเพ็ญมา
นับชาติไม่ถ้วน เป้าหมายแห่งจุดประสงค์นี้ ก็เพื่อจะเป็น
กำลังให้มากจนกว่าจะพอการยึดสิทธิได้สำเร็จผลนั่นเอง
เหมือนชาวโลกตระเตรียมกำลังพลรบบ้าง อาหารบ้าง
ศัสตราวุธบ้าง เพื่อรบเอาดินแดนเป็นสิทธิของพวกตนจน
สำเร็จผลนั้นเอง ฯลฯ
--------------------------------------------------
เกิดมาหาแก้ว
เกิดมาหาแก้ว

คุณยายอุบาสิกา ปุก มุ้ยประเสริฐ อายุ 100 ปี ได้บวชชี
ทำวิชชาธรรมกายขั้นสูงควบคู่กับหลวงพ่อตลอดมา
และเคยเป็นครู เป็นหัวหน้าสอนวิชาคุมวิชชาธรรมกาย
เบื้องสูงในสถานที่ทำวิชชา (โรงงาน) ของวัดปากน้ำ
ในสมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ คุณยายปุกปฏิบัติธรรมเจริญวิชชา
ชั้นสูง มีสติมั่นคงสงบหนักแน่น มีญาณละเอียดอ่อน เข้าถึง
วิชชาธรรมกายที่แก่กล้าขั้นสูง ขั้นละเอียดยิ่งในขั้นฝ่ายบุญ
ภาคปราบอันหาศิษย์อื่น ๆ ทัดเทียมได้ยากท่านหนึ่งทีเดียว
คุณยายปุก เคยบอกเล่าเรื่องจักรพรรดิ, กายสิทธิ์ แก่เหล่า
ศิษย์ใกล้ชิดว่า............

ในปี พ.ศ. 2482 วัดปากน้ำนั้นเคยมีป่าช้าในวัด
ปากน้ำตรงบริเวณตึกคณะเนกขัมม์ในปัจจุบัน ซึ่งในสมัย
นั้น........ วันดีคืนดีก็มีดวงสว่าง ๆ ลอยขึ้นมาจาก
พื้นดิน บรรดาศิษย์หลวงพ่อ มีแม่ชีต่างก็คอยแอบจ้อง
เพื่อจะจับดวงแก้วที่ลอยขึ้นมานั้นให้ได้ แต่ก็ไม่
สำเร็จ เพราะมีพวกเทวดามาคอยขัดขวาง แต่หลวงพ่อ
ท่านประสงค์ที่จะเอาแก้วจักรพรรดิ (บรมจักร) ดวงนี้ขึ้น
มาเพื่อนำมาช่วยทำวิชชา ช่วยเหลือวัดปากน้ำต่อไป
ในการเลี้ยงพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อส่ง
เสริมการปฏิบัติธรรมให้เจริญรุ่งเรือง วัฒนาถาวรต่อไป

หลวงพ่อท่านจึงสั่งให้แม่ชีต่าง ๆ ที่มีวิชชาสูง นั่งเข้าที่
ทำวิชาเพื่ออัญเชิญแก้วบรมจักรขึ้นมา โดยเอาเข่งครอบพื้น
ดินตรงบริเวณที่บรมจักรอยู่ และเอาผ้าขาวคลุมเข่งไว้
คณะแม่ชีผู้ได้วิชชาธรรมกายก็นั่งสมาธิเข้าที่ทำวิชชา นั่งล้อม
รอบเข่งนั้น ทำวิชชาเพื่ออัญเชิญบรมจักรที่มีฤทธิ์มีอานุภาพให้
แทรกแผ่นดินขึ้นมา แต่ในครั้งนั้นคุณยายบอกว่า .....ของหยาบ
ไม่ขึ้นมา แต่บรมจักรได้แผ่รัศมีขึ้นมาจนจับผ้าขาวออก
แสงสว่างจ้าทีเดียว ตามสำนวนภาษาคนเก่า ๆ พูดว่า

“แสงสว่างจ้าจนแสงเขียวเชียว”
คือแสงสว่างจ้าเย็นตาเย็นใจมากนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อของหยาบไม่ขึ้นมา ขึ้นมาแต่ของละเอียด
คณะศิษย์จึงขุด เมื่อขุดพบแล้วก็เอาผ้าขาวหุ้มห่อบรมจักร
นั้น แล้วพระภิกษุรูปหนึ่งก็อุ้มออกจากหลุมนำมาไว้ที่วิหาร
ขาว หลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่าต้องทำวิชชา 3 เดือนจึง
จะเปิดผ้าขาวได้ และเอาดอกมะลิบูชาไว้

แต่ในระหว่างกลางพรรษา มีวันหนึ่งฝนตกหนักชนิดเรียก
ว่าเหมือนฟ้ารั่วตกแทบแผ่นดินจะถล่มทะลาย ตามสำนวนคน
เก่า ๆ พูด ฟ้าก็คำราม คำรน สะเทือน เลื่อนลั่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งฝนทั้งฟ้า เหมือนดังจะถล่มทลายที
เดียว เมื่อเหตุการณ์สงบดีแล้วปรากฏว่า แก้วบรมจักรก้อนนั้น
ได้อันตรธานหายไปทั้ง ๆ ที่ห่อผ้าขาวไว้ ผ้าก็ยังห่ออยู่โดย
ไม่มีรอยแก้วแต่ประการใด

เมื่อหลวงพ่อท่านทราบและตรวจละเอียดดู พบว่า
ประเทศชาติจะต้องเข้าสู่ภาวะสงครามโลก ฝ่ายมารทำผังวิบัติ
สู่แผ่นดินสุวัณณภูมิ และทำวิชชาให้ศาสนาพุทธเรียวลง ๆ
จนหมดไปจากแผ่นดินสุวัณณภูมิ แก้วบรมจักรอยู่บนแผ่นดิน
ไม่ได้ มารจะมาระเบิดให้แตก แก้วบรมจักรจึงแทรกแผ่นดิน
หนีไป หลวงพ่อบอกว่า


" ไม่ต้องตาม ให้ทำวิชชาธรรมกายขั้นสูงกันไป
ถึงเวลาแล้วแก้วบรมจักรจะกลับมาเอง"


นอกจากนี้ยังมีอุบาสิกา โยมอุปถัมภ์วัดอุปัฏฐากหลวงพ่อวัด
ปากน้ำเล่าว่า วันหนึ่งท่านทีธุระเดินผ่านบริเวณใกล้ ๆ วิหาร
ขาว (หอวิปัสสนาปัจจุบันนี้) ขณะนั้นมีฝนตกจนน้ำนอง
อุบาสิกาท่านนี้เห็นดวงแก้วกลมใสขนาดใหญ่ กลิ้งเล่นน้ำฝน
อยู่ แกจึงวิ่งตะครุบ แต่ไม่ทัน แก้วดวงนั้นกลิ้งเลื่อนหายไป
บริเวณใต้วิหารขาว (หอวิปัสสนาวัดปากน้ำในปัจจุบันนี้)

หลวงพ่อได้เอ่ยจากปากของหลวงพ่อเองว่า ...
ตำแหน่งนี้ต่อไปจะเป็นศูนย์จักรพรรดิ ศูนย์จักรพรรดินี่แหละ
ต่อไปจะทำให้วัดปากน้ำอุดมสมบูรณ์ เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
เรื่อย ๆ

สงครามโลกครั้งที่ 2 ( พ.ศ.2482 - พ.ศ. 2488 )

หลวงพ่อทราบว่า บัดนี้มารได้ส่งสายปกครองลงมา
เกิด เป็นผู้นำประเทศชาติต่าง ๆ อีกทั้งเทพเจ้าสงครามก็ลง
มาจุติแล้ว เห็นทีสงครามแห่งการล้างเผ่าพันธุ์เชื้อชาติต้องเกิด
ขึ้นแน่ ผู้คนจะล้มหายตายจาก การเข่นฆ่าด้วยอาวุธสงครามที่
ร้ายแรง แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ แผ่นดินสุวัณณภูมินี้จะเดือด
ร้อนทุกหย่อมหญ้า พุทธจักร อาณาจักร จะถูกมารเข้ายึด
ครองและทำลายจนไม่เหลือเศษ

และในปี พ.ศ. 2477ต้นธาตุต้นธรรม ได้ขอให้
หลวงพ่อทำวิชชารบกับมาร แยกพระ แยกมาร ให้ออกจากกัน
เก็บภัยสงคราม มารเอาบ้านเมืองมาล่อ เอาความเจ็บความ
ตายมาให้ ต้องปราบมารเหล่านี้ลงเสียได้ มนุษย์ถึงจะอยู่สุข
การรบกับภาคมารนี้ต้องทำอย่างจริงจัง และต่อเนื่องตลอด
เวลา 24 ชั่วโมง อย่างน้อยเป็นเวลา 25 ปี จึงจะชนะหมด
ขอหลวงพ่อท่านจงรับหน้าที่เหล่านี้เถิด เพื่อประโยชน์สุข
แห่งประเทศชาติและประโยชน์อย่างยิ่งแก่พระนิพพาน
ในการดำรงรักษาและสืบอายุศาสนจักร อาณาจักร พุทธจักร
มรรคผล นิพพาน ในฝ่ายสัมมาทิฐิแต่ส่วนเดียว

หลวงพ่อท่านเฝ้าตรึกตรองว่าเมื่อรับแล้วจะกระทำ
ได้หรือไม่ ขณะเดียวกันก็เผยแพร่วิชชาธรรมกายไปอย่างกว้าง
ขวาง มีผู้คนเข้ามาปฎิบัติมากขึ้น ๆ สายธาตุธรรมที่มีหน้าที่ก็
เริ่มเข้ามาอยู่ในสายการปกครองของหลวงพ่อ โดยเฉพาะ
ธาตุธรรมที่ต้องมาทำวิชชารบ เพียงฝึกฝนก็ปฏิบัติได้เป็น
อัศจรรย์ หลวงพ่อท่านคิดว่า

เมื่อจะรับงานต้นธาตุ คำว่าถอยหลัง ไม่เคยใช้

ท่านเฝ้าเคี่ยวกรำหน่วยทำวิชชานี้อย่างเคร่งครัด ชนิดไม่ให้
ไปไหนเลย หรือปฏิบัติอย่างอื่นอย่างใด นอกจากการปฏิบัติ
วิชชาธรรมกายขั้นสูงแต่อย่างเดียว ใช้เวลาทั้งหมด 8 ปี

เมื่อพร้อมที่จะทำงาน พระเดชพระคุณท่านจึงตั้งโรง
งานทำวิชชาขึ้นที่วัดปากน้ำ (ภาษีเจริญ) ใช้คำว่า"โรงงาน"
เพราะต้องผลัดกัน ทำวิชชาเป็นกะ กะละ 3 ชัวโมง ส่งงาน
ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการหยุดพัก จนกระทั่ง
สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงในปี พ.ศ. 2488

การคำนวณวิชชา 28/11/2485

หลวงพ่อให้ประกอบวิชชา คำนวณว่า วิชชาที่ผ่าน
มาแล้วเท่าไร ยังเหลืออยู่อีกเท่าไรที่จะผลิต่อไปในอนาคต
เมื่อคำนวณรู้ส่งกายมนุษย์ถึงสุดละเอียด คำนวณแยกเป็น
ธาตุส่วนหนึ่ง ธรรมส่วนหนึ่ง แยกพิสดารจนสุดละเอียดที่จะ
คำนวณถึง แล้วเดินเหตุว่าง ดับ ลับ หาย สูญ สิ้นเชื้อ
ไม่เหลือเศษ ปราสาท รส ชาด ไอ แก๊ส แก๊สกรด
รวมเป็น 13 ฐาน ในเหตุ 13 นี้ ก็เดินหล่อเลี้ยง เป็นอยู่
ปราสาท รส ชาด ไอ แก๊ส แก๊สกรด รวมเป็น 8 ฐาน
ใน 8 ฐานนี้ ก็แยกเป็นธาตุส่วนหนึ่ง ธรรมส่วนหนึ่ง
ระหว่างส่วนหนึ่ง ๆ ต้องด้วยกาล เป็น 8 X 3 = 24
และใน 13 ฐาน ก็แยกเป็นธาตุส่วนหนึ่ง ธรรมส่วนหนึ่ง

ต้องด้วยกาล คือ 13 X 3 = 39

ใน 39 และ 24 ก็ให้พิสดารไปทุกศูนย์ทุกส่วนทุกอายตนะ
แยกธาตุสะอาด ฟอกธาตุสะอาด จนถึงหัวแก๊สเซฟทะเล
เหตุทะเล

เมื่อเปิดผังประเทศชาติ พบผังวิบัติด้วยภัยจาก
ฟ้าคือ อาวุธลูกเหล็กปรมาณู ให้ทำวิชชาซ่อนธาตุซ่อน
ธรรม คือ ซ่อนประเทศชาติ โดยการคำนวณธาตุน้ำไว้ข้าง
บน ให้ข้าศึก เห็นเป็นทะเล แล้วรองลงมาก็เป็น
ไฟ ลม วิญญาณ อากาศ นี้เป็นชั้นที่ 2 ซ่อนอีกชั้น
เอาอากาศไว้ข้างบน รองลงไปเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม
วิญญาณ ซ่อนอย่างนี้ ประเทศของเรายกตรึงไว้สุดละเอียด
ของเซฟพระนิพพาน ใครจะมาทำลายล้างผลาญต่าง ๆ
มิได้ ให้ข้าศึกมองเห็นทะเลไปหมด วิชชานี้ทำเป็นพื้นไว้
เสมอ.............



เมื่อเกิดเหตุการณ์สงครามโลกเช่นนี้ หลวงพ่อท่าน
จึงประจักษ์ชัดถึงความสำคัญของภาคผู้เลี้ยง ผู้รักษา ที่มา
ช่วยเหลืองานวิชชาธรรมกาย ซึ่งในสมัยแรก ๆ หลวงพ่อ
ท่านได้เก็บเอาก้อนหินกรวด หินแม่น้ำ มาจำนวนมาก ใส่
ในกระด้ง ๆ ไว้ในหอไตร ที่อยู่กลางน้ำข้างสถานที่ทำวิชชา
ธรรมกาย ด้านทิศเหนือโบสถ์ ให้บูชาด้วยดอกมะลิ หิน
กรวด หินแม่น้ำเหล่านี้เป็นตัวเรือนให้องค์กายสิทธิ์หรือ
จักรพรรดิอยู่อาศัย หินเหล่านี้ทำวิชชากลั่นจนใสเป็นแก้ว
ทำให้มีเดชานุภาพมาก มีกำลังฤทธิ์แรงช่วยในการเดินวิชชา
ธรรมกายได้เร็วมีพลัง มีอานุภาพ

และในการเจริญวิชชาสะสางธาตุธรรม (วิชชารบ)
(วิชชาปราบมาร) เป็นวิชชาสูงสุดยอดของวิชชาธรรมกาย
นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยภาคผู้เลี้ยง ผู้รักษา
ช่วยเป็นกำลังสำคัญ เพราะกายมนุษย์นั้นต้องมีการกิน,
การถ่าย,การพักผ่อนหลับนอน , เจ็บไข้ได้ป่วย , บาดเจ็บ
จากการทำวิชชา และพูดง่าย ๆว่ายังมีโอกาสเผลอได้
ส่วนจักรพรรดิในดวงแก้วนั้น ไม่มีการกิน การถ่าย ฯลฯ
แบบมนุษย์ ดังนั้น ผู้เป็นวิปัสนาจารย์ หรือพระโยคาวจร
ผู้ทำวิชชา จะสามารถถ่ายทอดวิชชาปราบมารให้จักรพรรดิ์
ในดวงแก้ว ทำวิชชาแทนกายมนุษย์ได้ดี

ถ้าระเบิดลงจะเลิกวิชชาธรรมกาย

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประตูระบายน้ำอ่างทอง
ประตูน้ำบางยาง ประตูน้ำบางนกแขวก คลองภาษีเจริญ
ล้วนแต่ถูกระเบิดลงหมดทุกแห่ง ระยะนั้นทหารกรมแผนที่
อพยพหลบภัยลูกระเบิดมาอยู่ที่ตึกขาววัดปากน้ำ หลวงพ่อ
วัดปากน้ำท่านพูดว่า........

"ถ้าวัดปากน้ำและประตูระบายน้ำภาษีเจริญ
ถูกระเบิดลง ท่านจะเลิกวิชชาธรรมกายทันที"

ปรากฏว่าเครื่องบินมาทิ้งระเบิดประตูน้ำภาษีเจริญ
เหมือนกัน แต่แคล้วคลาดพลาดไปลงที่ใกล้เคียง หลังจาก
นั้นหลวงพ่อท่านได้เข้มงวดกวดขันการปฏิบัติกิจภาวนา
วิชชาธรรมกายมากยิ่งขึ้น

แต่ครั้งหลวงพ่อท่านมีชีวิตอยู่ ท่านได้จัดเวรการเจริญ
วิชชาธรรมกายขั้นสูงในโรงงานทำวิชชา รวม 6 กะ ทำ
วิชชากะละ 3 ชั่วโมง ติดต่อกันมา 30 กว่าปี หลวงพ่อ
ท่าน คำนวณวิชชาให้ทุกกะ ศิษย์ของหลวงพ่อท่านส่วน
ใหญ่เป็นอุบาสิกา แบ่งกลุ่มออกมาได้ 6 ทีม โดยหลวง
พ่อรับเป็นภาระให้ทุกอย่าง ไม่ว่าที่อยู่อาศัย อาหารการกิน
เจ็บไข้ได้ป่วย การเงินการทอง รวมทั้งเป็นอาจารย์อำนวย
การสอนความรู้วิชชาธรรมกายขั้นสูง ติดขัดตรงไหน
หลวงพ่อสอนได้หมด

ในครั้งที่กรมแผนที่ทหาร ซึ่งมีคุณหลวงสำรวจสำเร็จกิจ
เป็นหัวหน้า มาพักที่วัดปากน้ำนั้นคุณหลวงได้บันทึกไว้
ว่า ..............

มีอยู่คืนหนึ่ง คุณหลวงเห็นแสงสว่างลอยมา ทางทิศ
ตะวันออกเฉียงใต้ ในตอนแรกคิดว่าเป็นแสงจากเครื่องบินที่
จะมาทิ้งระเบิด แต่ไม่ได้ยินเสียงหวอ ดังนั้นพอรุ่งขึ้นได้นำ
เรื่องนี้มากราบเรียนหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านก็เดิน
เข้าไปในกุฏิ ไปหยิบแก้วกายสิทธิ์ดวงใสสะอาดดวง
หนึ่งมาให้ดู ท่านบอกว่านี่แหละที่คุณหลวงเห็นลอย
มาเมื่อคืน เขามาช่วยท่านทำวิชชา

ภายหลังจากการเสร็จสิ้นภาระกิจการเก็บสงครามโลก

ครั้งที่ 2 และบ้านเมืองเข้าสู่ความปรกติ สงบสุข หลวงพ่อ
ท่านจึงดำริออกธุดงค์ เพื่อจะหาดวงแก้วมาเป็นตัวเรือนให้
เหล่าจักรพรรดิที่มาช่วยทำวิชชา

ในปี พ.ศ. 2490 พระเดชพระคุณท่านธุดงค์ไป
เพื่อหาแก้ว ซึ่งมีแหล่งมากในจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือ

หลวงพ่อท่านธุดงค์เพื่อหาแก้วดังนี้

1.แก้วใส เพื่อเป็นตัวเรือนให้จักรพรรดิที่ให้ความอุดม
สมบูรณ์พูนสุข (ภายหลังได้มาจากทางวังสระประทุม 3
ดวง ปัจจุบันบรรจุอยู่ในรูปปั้นหลวงพ่อองค์ยืน ข้างหีบ
ทองหลวงพ่อ ชั้นสอง หอหลวงพ่อ)

2.แก้วชมพู เพื่อเป็นตัวเรือนให้จักรพรรดิตรีภพฝ่ายปราบ
ซึ่งเป็นจักรพรรดิที่สามารถไปตามกายสิทธิ์จากภพทิพย์
พรหม อรูปพรหม ไม่ว่าจะอยู่ในมนุษย์โลกหรือไม่ก็ตาม

3.แก้วสีชา เพื่อเป็นตัวเรือนให้จักรพรรดิต้นปราบใหญ่
(วิชชารบ)

4.แก้วโตน เพื่อเป็นตัวเรือนให้กายสิทธิ์พระปัจเจกพุทธเจ้า
ที่มาช่วยงาน

5.แก้วก้อ แก้วมณีสีแดงเดชไกรกลบ เพื่อเป็นตัวเรือนให้
จักรพรรดิ สุริยะประภาวิเศษคุณ และ จันทรประภา

ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อตรวจทราบต่อไปว่า บ้านเมือง
ประเทศต่าง ๆ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ จะเปลี่ยน
แปลงการปกครองเป็นระบบคอมมิวนิสต์ (ประมาณ 1 ใน 3
ของโลกทีเดียว) และภัยจักคุกคามเข้ามาถึงประเทศไทย
อย่างแน่นอน

พระเดชพระคุณท่านจึงพยายามคำนวณข้ามยุคทมิฬ
เหล่านี้ออกให้หมด อีกทั้งภายภาคหน้าก็จะมีสงครามโลก
ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นมหันตภัยกว่า สงครามโลกครั้งที่ 1
และ 2 จำเป็นต้องเก็บภัยสงคราม ภัยพิบัติ ให้หมดไป
จากแผ่นดิน แต่ด้วยกำลังหน่วยทำวิชชามีน้อยไม่ถึงร้อยคน
ต้องใช้ภาคละเอียด คือ ภาคผู้เลี้ยง ผู้รักษา มาช่วยทำ
วิชชา

และประการสำคัญคือ การคำนวณข้ามยุคทมิฬ เข้า
ยุคถิ่นกาขาว ไปสู่ยุคชาวศิวิไลซ์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
ใช้แก้วมณีซึ่งเป็นภาคผู้เลี้ยง ผู้รักษา แห่งยุคชาวศิวิไลซ์
ที่แท้จริง

ดวงแก้วมณีนี้มีพบในดินแดนขุนเขาทางภาคตะวัน
ออกเฉียงใต้ ของอินเดีย คือชมภูทวีป นั่นเอง

ในครั้งพุทธกาลกรุงราชคฤห์มีภูเขาล้อมรอบ 5 ลูก
คือ

1.เขาวิปุลคีรี 2.เขาเวภาระ 3.เขาตะโปวัน
4.เขารัตนคีรี 5.เขาเสลาคีรี คือ เขาคิชกูฏ

ณ เขาวิปุลคีรีมีดวงแก้ววิเศษ 3 ดวง คือ

1.แก้วมณีโชติ เป็นดวงแก้วกลมขนาดใหญ่ มีบริวารถึง
3,000 ดวง เป็นดวงแก้วคู่บารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ
สามารถเปล่งแสงสว่างไสวในยามค่ำคืนทำให้สว่างดุจ
กลางวัน เพราะในดวงแก้วมีองค์จักรพรรดิกายสิทธิ์มี
ฤทธิ์มาก ดลบันดาลให้มีขึ้น

2.แก้วไพฑูรย์ มี บริวาร 2,000 ดวง

3.แก้วมรกต เป็นแก้วคู่บารมีของพระเจ้าธรรมามิกราช
มีบริวาร 1,000 ดวง

และ ณ เขารัตนคีรี มีดวงแก้วซึ่งเป็นแม่กายสิทธิ์ ซึ่ง
สามารถใช้ตามรัตนชาติต่าง ๆ ซึ่งมีจักรพรรดิ กายสิทธิ์
ให้ปรากฏขึ้นในแผ่นดิน

นี้คือเหตุแห่งการไปธุดงค์หาแก้วที่จังหวัดภาคเหนือ
- อินเดีย - ธิเบต


ระเบิดปรมาณู



แผนที่อาณานิคมชาวต่างชาติที่เข้าครองประเทศในสุวัณณภูมิ
(สงครามโลกครั้งที่ 1 พ.ศ. 2457 - พ.ศ. 2461
สงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2482 - พ.ศ. 2488

หลวงพ่อสด จนฺทสโร วัดปากน้ำ(ภาษีเจริญ)
เกิดวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม ปีวอก พ.ศ 2427
บวช พ.ศ. 2449
เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ พ.ศ. 2459
สำเร็จธรรม ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 พ.ศ. 2460

ต้นธาตุต้นธรรมให้ทำวิชชาปราบมาร พ.ศ. 2477
ต้องทำวิชชาติดต่อกันอย่างน้อย 25 ปี ใช้เวลา 8 ปี เพื่อ
ฝึกฝนทีมทำวิชชาธรรมกายขั้นสูง
ตั้งโรงงานทำวิชชา 24 ชั่วโมง พ.ศ. 2485
ควบคุมดูแลการทำวิชชาอยู่ 17 ปี จึงมรณภาพ
การทำวิชชาไม่ครบกำหนดที่ต้นธาตุต้นธรรมให้มา 25 ปี
ขาดไป 8 ปี ไม่สามารถคำนวณข้ามเข้าสู่ยุคถิ่นกาขาว -
ชาวศิวิไลซ์ได้ แต่เก็บภัยสงครามโลกครั้งที่ 3 และภัย
คอมมิวนิสต์ในประเทศไทยได้สำเร็จ

อายุ 61 ปี จบสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2488
อายุ 63 ปี ธุดงค์สู่ต้นน้ำ พ.ศ. 2490
อายุ 66 ปี สร้างพระของขวัญรุ่น 1 พ.ศ. 2493
ปลงอายุว่า อีก 5 ปีข้างหน้าจะมรณภาพ พ.ศ. 2498
เริ่มอาพาธ พ.ศ. 2499
มรณภาพ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2502 สิริอายุ 75 ปี
------------------------------------------------
แก้วจักรพรรดิ
แก้วกายสิทธิ์ แก้วจักรพรรดิ์

ทรัพย์ ๒ อย่าง

หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยอธิบายว่า............
ทรัพย์อันหมายถึงเครื่องปลื้มใจในโลกนี้แบ่งออกเป็น
๒ อย่างคือ สวิญญาณกทรัพย์ และ อวิญญาณกทรัพย์

สวิญญาณกทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่มีวิญญาณ หรือทรัพย์เป็น

อวิญญาณกทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่ไม่มีวิญญาณ
หรือทรัพย์ตาย

หลวงพ่อท่านให้อัตถาธิบายว่า สวิญญาณกทรัพย์
คือทรัพย์เป็นนั้น เป็นทรัพย์ที่สำคัญยอดยิ่ง คนที่ไม่เข้าใจ
จะหลงหาสะสมแต่อวิญญาณกทรัพย์ คือทรัพย์ตาย ทรัพย์
เป็นไม่หา ถ้าคนมีปัญญาจะไม่หาทรัพย์ตาย ทรัพย์เป็น
ที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเอง ถ้าเราทำตัวของเราให้ดี มีวิชา
ความรู้ความสามารถจะเป็นที่พึงประสงค์ของคนทุกคน
ใครเห็นก็อยากได้ไปอยู่ด้วย อยากจะได้เป็นพรรค
เป็นพวกด้วย ถ้าเป็นหญิงก็ต้องมีวิชาความรู้ของหญิง มี
ความสามารถรักษาตัวดี หญิงบางคนมีรูปสวยไม่มีใครเทียม
ทันจนเป็นที่เลื่องลือ ขนาดพระเจ้าแผ่นดินยังต้องให้เสนา
อำมาตย์ไปรับมาอภิเษกเป็นมเหสี เรียกว่า สวิญญาณก
ทรัพย์เกิดขึ้นในตัวเอง

คนที่เขาจะรับผู้ใดไปร่วมสกุล ร่วมวงศ์วานเขาจึงต้องดูให้
รอบคอบ พิจารณาให้ละเอียดเพราะกลัวจะไปเจอคนชั่วเข้า
คนที่มีลักษณะชั่วจึงไม่เป็นที่พึงปรารถนาของผู้ใด เพราะ
กลัวจะไปทำให้ลูกหลานที่เกิดมาสืบลักษณะชั่วอีก เขาจะ
แสวงหาที่สวยกันทั้งนั้น ยิ่งสวยงามจนไม่ทีที่ติยิ่งเป็นที่
นิยมชมชอบ ได้ชื่อว่าเป็นสวิญญาณกทรัพย์แท้ ๆ

ส่วน อวิญญาณกทรัพย์ คือทรัพย์ตาย เป็นเครื่องใช้สอย
ของสวิญญาณกทรัพย์ คือมนุษย์นั่นเอง ทรัพย์ที่
มนุษย์ใช้สอยไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เรือกสวนไร่นา
ตึกรามบ้านช่อง ล้วนเป็นอวิญญาณกทรัพย์ทั้งสิ้น ส่วนพวก
สิ่งที่มีชีวิตต่าง ๆ ที่เป็นบริวารของมนุษย์ เช่น วัว ควาย
ช้าง ม้า เป็ด ไก่ สุกร ข้าทาสบริวาร เหล่านี้ล้วนเป็น
สวิญญาณกทรัพย์ แต่เป็นสวิญญาณกทรัพย์จริง ๆ ก็คือตัว
ของตัวเอง

การที่จะเป็นสวิญญาณกทรัพย์ชั้นดีหรือชั้นเลวนั้น ขึ้นอยู่กับ
การทำตัวเราเอง ถ้ารู้จักทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
รู้จักสร้างตัวสร้างหลักฐาน รู้จักปรับปรุงแก้ไขตัวเอง ไม่ปล่อย
ชีวิตไปตามยถากรรม เรียกว่ารู้จักสร้างสวิญญาณกทรัพย์
ทรัพย์ที่ดีเกิดขึ้นในตัวเอง ถ้าทำตัวไม่เป็นเรื่องเป็นราว เกียจ
คร้านเหลวไหล จัดเป็นสมบัติเลว คือเป็นสวิญญาณกทรัพย์
อย่างเลว

ในสากลโลกนี้ เขาต้องการแต่สิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็น
สวิญญาณกทรัพย์หรือ อวิญญาณกทรัพย์ ทุกคนเขาต้อง
การแต่สิ่งดีเยี่ยม ทรัพย์ในโลกนี้ต้องคัดชนิดเนื้อเยี่ยม
ตั้งแต่เนื้อเงิน เนื้อทอง เนื้อเพชร เนื้อแก้ว ต้องคัดกัน
อย่างละเอียด ถึงแก้วสารพัดนึก แก้วกายสิทธิ์

สิ่งที่จัดเป็นสวิญญาณกทรัพย์รัตนะ ๗ ประการมี ช้างแก้ว
ม้าแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว นางแก้ว จักรแก้ว
แก้วมณี อันเป็นสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ

พระเจ้าจักรพรรดิมี ๓ ประเภทคือ

-บรมจักร (จักรพรรดิอย่างสูง)
-มหาจักร (จักรพรรดิอย่างกลาง)
-จุลจักร (จักรพรรดิอย่างต่ำ)

สมบัติเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นในโลกแล้วช่วยทำให้โลกเป็นสุข
จัดเป็นสวิญญาณกทรัพย์แท้จริง

ตามปกตินั้นเมื่อโลกได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน ไม่มี
ความสงบสุข พระพุทธเจ้าจะอุบัติมาเป็นที่พึ่งของมนุษย์
โลก ถ้ายุคนั้นไม่มีพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง จะมีพระปัจเจก
พุทธเจ้าแทน หากยุคนั้นว่างทั้งพระพุทธเจ้า และพระ
ปัจเจกพุทธเจ้า พระเจ้าจักรพรรดิจะมาเกิดพร้อมรัตนะ ๗
ประการ เพื่อเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ บรรเทาความทุกข์ยาก
เดือดร้อน ปราบปรามพวกมิจฉาทิฐิให้เบาบางลง ทำให้
มวลมนุษย์ได้รับความสงบสุขขึ้น

สวิญญาณกทรัพย์ ๗ ประการนี้ลึกซึ้งยิ่งนัก ดูเหมือน
เป็นของตาย แต่ความจริงแล้วเป็นของเป็น เหาะเหิร
เดินอากาศไปได้มาได้ ในโลกมนุษย์นี้และโลกอื่น ๆ ล้วน
แล้วแต่มีสวิญญาณกทรัพย์เหล่านี้ ไว้ใช้สอยทั้งนั้น จัดเป็น
รัตนะอันประณีตในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราช
ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานนรดี และปรนิมมิตวสวัตตี
ทุกชั้นล้วนมีแก้วมณีทั้งสวิญญาณทรัพย์ และ อสวิญญาณ
กทรัพย์ทั้งสิ้น

แก้วมณีที่เป็นอวิญญาณกทรัพย์ คือ ทรัพย์ตาย ได้แก่
เครื่องประดับตกแต่งวิมานแท่นที่นั่งที่นอน ล้วนแต่สวยสด
งดงาม ประณีต เป็นของมีค่าที่เป็นสวิญญาณกทรัพย์ หรือ
ทรัพย์เป็นได้แก่รัตนะ ๗ ประการ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ทำให้มีแต่ความสุขกายสุขใจ ไม่มีความทุกข์

นอกจากสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นแล้ว ในชั้นพรหมทั้ง ๑๑ ชั้น คือ
พรหมปาริสัชชาภูมิ พรหมปุโรหิตาภูมิ มหาพรหมมาภูมิ
ปริตตภาภูมิ อัปปมานาภูมิ อาภัสราภูมิ ปริตตสุภาภูมิ
อัปปมานะสุภาภูมิ สุภกิณหาภูมิ เวหัปผลาภูมิ
อสัญญีสัตตาภูมิ ก็ใช้รัตนะ ๗ ประการนี้เช่นกัน

แต่รัตนะ ๗ ประการนี้ทั้งที่เป็น สวิญญาณกรัตนะ และ
อวิญญาณกรัตนะ ก็หาเลิศประเสริฐไปกว่าพระพุทธเจ้าไม่
พุทธรัตนะเป็นรัตนะสูงสุด

การที่เราได้ธรรมกายคือการเข้าถึง พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ
สังฆรัตนะ เรียกว่าตัวพระรัตนตรัย หรือแก้ววิเศษสุด ๓
ประการนั่นเอง รัตนะแปลว่าแก้ว ในที่นี้หมายถึงเอาแก้ว
อย่างประเสริฐ เช่นแก้วมณีโชติ ถึงนับถือกันว่าเป็นแก้วมี
คุณวิเศษสูงสุด ใครมีไว้ย่อมชื่นชมโสมนัส อิ่มอกอิ่มใจยิ่ง
กว่าทรัพย์สินอย่างอื่นทั้งหมดในโลก แก้วรัตนะตรัยนี้เหมือน
กัน ผู้ใดเข้าถึงก็ย่อมอิ่มใจชื่นใจเช่นเดียวกัน ดังมีพระบาลี
รับรองมาในรัตนะสูตรดังนี้

ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา สัคเคสุ วายัง ระตะนัง
ปะณีตัง นะโน สะมัง อัตถิ ตะถาคะเตนะ อิทัมปิ พุทเธ
ระตะนัง ปะณีตัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัติถิ โหตุฯ

รัตนะอันใดมีค่าอันเป็นเครื่องปลื้มใจในโลกนี้ หรือโลกอื่นก็ดี
แก้วล้ำค่าอันใดที่ละเอียดอ่อนในสวรรค์ก็ดี
สิ่งเหล่านี้จะประณีตเสมอด้วยพุทธรัตนะนั้นไม่มีเลย
นี้แลเป็นความกายสิทธิ์ของดวงแก้วในพระพุทธเจ้า
ด้วยเดชะวาจานี้ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดขึ้น


พุทธรัตนะนี้มีสัณฐานเหมือนพระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูมขาว
ใส เป็นแก้วมีรัศมีขาวใสประดุจเพชรน้ำดีไม่มีที่ติ

ดวงธรรมที่มีลักษณะกลมใสบริสุทธิ์ ใสสว่างดุจแก้วมณีโชติ
ที่ศูนย์กลางกายพุทธรัตนะนั้นคือธรรมรัตนะ

พุทธรัตนะนั้นคือธรรมกาย
ธรรมรัตนะคือดวงธรรม

ส่วนธรรมกายละเอียดที่อยู่กลางดวงธรรมนั้นคือสังฆรัตนะ
เป็นแก้วใสสว่าง แก้วทั้งสามองค์รวมเรียกว่า พระรัตนตรัย

แก้ววิเศษ ๓ ประการนี้ใครได้เข้าถึงเป็นเจ้าของจะมี
แต่ความสุขใจ อันใดเปรียบไม่ได้เลย เป็นของวิเศษสุดในโลก เป็นสุดยอดของมนุษย์ทุกคนที่พยายามหาหนทาง
เข้าถึงพระรัตนตรัยนี้
-----------------------------------------
ความลับของดวงแก้ว
ความลับและความสำคัญยิ่งของดวงแก้ว
กายสิทธิ์-จักรพรรดิ

ดวงแก้วกลมใสบริสุทธิ์ที่เจียระไนจากหินแก้วบริสุทธิ์ที่มี
ขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางเกิน ๓ นิ้วขึ้นไปนั้นมีคุณค่าต่อการ
ทำวิชชาธรรมกายขั้นสูงอย่างสำคัญยิ่ง เพราะดวงแก้วขนาด
ใหญ่เกิน ๓ นิ้วนี้ จึงจะมีกำลังฤทธิ์แรง ช่วยในการเดินวิชชา
ธรรมกายได้เร็วมีพลังขึ้น และดวงแก้วใสขนาดใหญ่ ที่ใส
บริสุทธิ์นี้เมื่อนำมาเดินวิชชาธรรมกายขั้นสูงแล้วจะมีอานุภาพ
ยิ่งนัก

๑. เช่นช่วยในการเชื่อมสายสมบัติบันดาลให้เกิดสมบัติต่าง ๆ
ใช้ในการคำนวณผังอุดมสมบูรณ์พูนสุข เช่นในสมัยหลวงพ่อ
วัดปากน้ำ ในสมัยนั้นมีพระ เณร แม่ชี ศิษย์วัดรวมนับเป็นพัน
ชีวิต หลวงพ่อต้องรับภาระเลี้ยงดูตั้งโรงครัวเลี้ยง ซึ่งท่านก็
ได้อาศัยดวงแก้วกลมใสขนาดใหญ่ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
๓ นิ้ว ๓ ดวง มาเจริญวิชชา ช่วยเชื่อมสายสมบัติ จนวัด
ปากน้ำ เจริญรุ่งเรืองอุดมสมบูรณ์จนปัจจุบันนี้

๒. ในการเจริญวิชชาสะสางธาตุธรรม (วิชชารบ)
(วิชชาปราบมาร)
เป็นวิชชาสูงสุดยอดของวิชชาธรรมกายนั้น จำเป็นอย่างยิ่ง
ต้องอาศัยดวงแก้วขนาดใหญ่ช่วยเป็นกำลังสำคัญ เพราะกาย
มนุษย์นั้นต้องมีการกิน,การถ่าย,การพักผ่อนหลับนอน
พูดง่าย ๆว่ายังมีโอกาสเผลอได้ ส่วนจักรพรรดิในดวงแก้วนั้น
ไม่มีการกิน การถ่าย แบบมนุษย์ ดังนั้น ผู้เป็นวิปัสนาจารย์ หรือ
พระโยคาวจรผู้ทำวิชชา จึงสามารถถ่ายทอด วิชชาปราบมาร
ให้จักรพรรดิ์ในดวงแก้ว ทำวิชชาแทนกายมนุษย์ได้ดี
เป็นคุณประโยชน์ต่อการทำวิชชาขั้นสูงสุดในวิชชาธรรมกาย

และในยุคหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ท่านสั่งให้บรรดาศิษย์ผู้เชี่ยว
ชาญในการทำวิชชาธรรมกาย ให้นำดวงแก้วกายสิทธิ์จักรพรรดิ
นำมาถือไว้ในมือ ขณะทำวิชชา หลวงพ่อวัดปากน้ำบอกว่าจะ
ช่วยให้การทำวิชชาเร็วและแรงขึ้น และนอกจากนี้ดวงแก้วหิน
ใส ขนาดใหญ่ถ้าหากได้นำมาเจริญวิชชาธรรมกายอย่าง
ชำนาญแล้ว องค์จักรพรรดิ์ในดวงแก้วหรือองค์กายสิทธิ์
ในดวงแก้ว สามารถจดจำวิชชาที่กายมนุษย์ได้ทั้งหมด
อีกด้วย

คุณค่าและความสำคัญของดวงแก้วหินใสในวิชชาธรรมกาย
นั้นมีอีกมาก และไม่อาจนำมาเปิดเผยชี้แจงให้ทุกท่านทราบได้
ในขณะนี้ นอกจากว่าท่านได้ลงมือปฏิบัติธรรมบรรลุธรรมกาย
และท่านได้ศึกษาทำวิชชา ตามแนววิชชาที่หลวงพ่อวัดปาก
น้ำแนะนำไว้ ท่านจะทราบและรู้ซึ้ง ในคุณค่าของดวงแก้วหิน
ใส ว่ามีความสำคัญยิ่งเพียงใด โดยเฉพาะในการทำวิชชา
ปราบมาร และการทำวิชชาเข้าไปยึดสิทธิอำนาจในธาตุธรรม
เป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งต้องอาศัยหินใสบริสุทธิ์ช่วยขณะทำ
วิชชา คือวิชาปราบมารซึ่งมารเกรงกลัวเป็นที่สุด เพราะถ้ากาย
มนุษย์ธาตุธรรมสายขาวใส ได้บรรลุธรรมกายและทำวิชชาขั้น
สูงสะสางธาตุธรรม วิชชารบ(ปราบมาร) โดยถือดวงแก้วหิน
ขาวใสบริสุทธิ์ขนาดเกินผลส้มเข้าไว้ในมือ แล้วเจริญวิชชา
ธรรมกาย จะเกิดประสิทธิภาพฤทธิ์เดชในส่วนหยาบส่วน
ละเอียด ส่งผลให้วิชชาธรรมกายฝ่ายพระหรือฝ่ายบุญภาค
ปราบมีอานุภาพมากเฉียบขาด ทำวิชชาประกอบกันจะเกิด
พลานุภาพ ฤทธิ์ ,สิทธิ์,อำนาจ,เฉียบขาด สามารถขจัด
อวิชชา,ปราบมารได้ผลดีสุดจะประมาณ และบรรดาจักรพรรดิ์
ฝ่ายปราบบนพระนิพพานก็ซ้อนกายลงมาช่วยทำวิชชา
ในดวงแก้วหินขาวใสนั้นด้วย จึงเกิดผลดีต่อการเจริญวิชชา
ธรรมกายเบื้องสูงสุดจะประมาณทีเดียว ฝ่ายมารจะระเบิดวิชชา
ฝ่ายเราไม่แตก

บรรพบุรุษของไทยได้รู้จักแก้วกายสิทธิ์มานานแล้ว
ตั้งแต่โบราณกาล

มีบุคคลท่านหนึ่งเป็นบุคคลเก่าแก่สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ได้ปฏิบัติธรรมจนได้ธรรมะคือคุณแฉล้ม อุศุภรัตน์ ท่านก็ได้
แก้วกายสิทธิ์รูปร่างคล้ายไข่นกเป็นแก้วสีน้ำผึ้ง สวยงามมาก
ปาฏิหาริย์มาปรากฏที่บูชาเอง

และมีอุบาสิกา คหปตานีที่อุปถัมภ์อุปัฏฐากหลวงพ่อวัด
ปากน้ำมาแต่ต้น จนหลวงพ่อมรณภาพไปและอุบาสิกาท่านผู้นี้
ก็ได้ปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกายมากับหลวงพ่ออย่างเชี่ยวชาญ
ท่านได้รู้ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับกายสิทธิ์
ท่านเล่าให้ฟังว่า...........

สมัยนั้นมีศิษย์หลวงพ่อท่านหนึ่งชื่อพระสิงห์ทอง
ได้ปฏิบัติวิชชาธรรมกาย สามารถนั่งเจริญวิชชา
ธรรมกาย เข้านิโรธได้วันละหลายชั่วโมง ปรากฏว่าท่านเห็น
ในเหตุด้วยญาณทัศนะของธรรมกายว่า ทุกวันขณะท่านนั่งเข้า
สมาธิก็มีแก้วกายสิทธิ์ลอยวนรอบตัว จนพอถึงวันที่ ๗ จึง
ตกลงมาใกล้ตัวท่าน มีลักษณะขาวใสเหมือนน้ำค้าง มี
ลักษณะรี ป้องสั้นคล้ายไข่เต่าน้ำจืด ขาวใสมาก ท่านจึงเก็บ
รักษา และต่อมาจึงได้ให้โยมอุปัฏฐาก ข้างวัดปากน้ำไป
ปัจจุบันก็ยังมีหลักฐานอยู่

ยังมี ท่านแม่ชีอาจารย์ทองสุข สำแดงปั้น
ท่านเชี่ยวชาญการปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกาย นั่งสมาธิเข้าที่
จนมีพระบรมสารีริกธาตุเสด็จมาโปรดหลายครั้ง และมีแก้ว
กายสิทธิ์เสด็จมาอยู่ด้วย มีลักษณะยาวรีคล้ายไข่เต่ามีสีคล้าย
หยกเขียวอ่อนจาง ๆ ซึ่งต่อมาท่านแม่ชีทองสุขได้มอบให้
แม่ชีเธียร ธีระสวัสดิ์ ไว้ติดตัวช่วยเหลือ เป็นกำลังในการ
ปฏิบัติวิชชาธรรมกายและการเผยแพร่วิชชาธรรมกาย
บางท่านอาจสงสัย แต่ถ้าท่านปฏิบัติธรรมเข้าถึงธรรมกาย
ท่านจะรู้จะเข้าใจ แจ่มแจ้ง ทั้งรู้และเห็นด้วยตนเอง

มิใช่แต่เฉพาะที่วัดปากน้ำเท่านั้นที่พบแก้วกายสิทธิ์ แม้ใน
อดีตสมัยหลวงพ่อทวด ซึ่งเป็นพระปฏิบัติสมัย
อยุธยา ตามประวัติกล่าวว่า ในสมัยที่หลวงพ่อทวดเกิดใหม่ ๆ
นั้นได้มีงูคาบดวงแก้วกายสิทธิ์มาให้ นับเป็นเรื่อง
แปลกหรืออาจกล่าวว่า แก้วกายสิทธิ์เป็นของคู่บุญบารมีมา
อุปการะ ช่วยเหลือคุ้มครองแก่ผู้มีบุญบารมีทางธรรมปฏิบัติ
โดยเฉพาะก็คงกล่าวไม่ผิด



ดวงแก้วกายสิทธิ์ - จักรพรรดิ คู่บารมีหลวงปู่ทวด เดิม
มีลักษณะกลมแบบมะนาว ต่อมาถูกคนบ้าลักขโมยไปและเอา
หินทุบจนแหว่งไป ลักษณะคล้ายไข่นกกระทา ดวงแก้วนี้มี
ลักษณะเป็นหินแท้ธรรมชาติ คือ ในเนื้อแก้วจะมีลายหิน,รอย
หิน มีคราบสีเหลืองแก่ปะปนอยู่ในหินแก้วบ่งบอกอายุความเก่า
แก่ของหิน

นอกจากนี้ยังมีหลักฐานยืนยันจากประวัติพระธุดงค์ที่ท่าน
จาริกไปในป่าเขาปฏิบัติธรรม มีบางท่านปักกลดในป่าบริเวณ
ตีนเขา พอตกดึกก็แลเห็นมีแสงสว่างพุ่งขึ้นบนยอดเขา พอรุ่ง
เช้าจึงขึ้นไปดูพบมีหินแก้วกายสิทธิ์สีต่าง ๆ ต่อมาท่านก็ใช้ลูก
ศิษย์ไปนำแก้วกายสิทธิ์เหล่านั้นมาบรรจุไว้ที่ถ้ำกระบอก
สระบุรี ทีมีชื่อเสียงในการรักษาผู้ติดยาเสพติดจนได้รางวัล
แมกไซไซ

มีสามเณรองค์หนึ่งปฏิบัติกรรมฐานจาริกธุดงค์ปักกลดที่ป่า
เขาในจังหวัดแพร่ มีคืนหนึ่งขณะเข้าที่เจริญภาวนาเสร็จแล้ว
ท่านลืมตาออกจากสมาธิ ท่านได้เห็นมีแสงนวลสว่างออกมา
จากพื้นดินเขานั้น ท่านจึงเข้าไปดู พบว่ามีดวงแก้วกายสิทธิ์
ขาวใสภายในมีสีเขียวคล้ายตะไคร่น้ำอยู่ในนั้นด้วย

และมีพระนักปฏิบัติธรรมสายอีสาน ชื่อพระอาจารย์
พุฒ รตนญาโน แห่งวัดป่าเขาสวนกวาง จังหวัด
ขอนแก่น ท่านได้ตอบสัมภาษณ์แก่นักข่าว วารสารฉบับหนึ่ง
ที่มาถามท่านขณะท่านมา ณ วัดบวรนิเวศน์วิหาร กรุงเทพฯ
ถึงเรื่องแก้วกายสิทธิ์ที่พระอาจารย์พุฒ เดินธุดงค์กรรมฐานไป
ที่ภูเขาลูกหนึ่ง คืนหนึ่งขณะที่ท่านกำลังทำความเพียรเดิน
จงกรมไปมาตรงบริเวณที่พัก ท่านสังเกตเห็นแสงสว่างเรืองสุก
ใส ลอยวนไปวนมาเหนือศีรษะ ท่านเลยเงยหน้าขึ้นไปมอง
ลูกแก้วนี้ลอยวนไปวนมาเหมือนมีชีวิต ครั้งแรกที่ท่านเห็นก็อด
คิดไปต่าง ๆ นานาไม่ได้ เพราะคิดว่าสิ่งนั้นคือของวิเศษชนิด
หนึ่ง แต่ในที่สุดท่านก็สำรวมใจ ไม่สนใจภายนอกมุ่งเดินจง
กลมปฏิบัตความเพียรต่อ จนได้เวลาก็เข้าในกลดนั่งสมาธิ
ภาวนาจนรุ่งเช้า และท่านยังคงปักกลดที่นั่นเพราะสงบดีเหมาะ
แก่การภาวนามาก

วันที่สองตอนกลางคืน ท่านก็ปฏิบัติสวดมนต์ แล้วมานั่ง
สมาธิภาวนา พอตกดึกท่านก็เดินจงกรม ประมาณ 3 ทุ่มเศษ
ๆ ลูกแก้วก็ลอยปรากฏให้เห็นอีก คราวนี้ลอยต่ำกว่าทุกคราว
คือเรี่ย ๆ ศีรษะพอดี ท่านพระอาจารย์พุฒก็ไม่ได้ให้ความ
สนใจมากนัก จะลอยวนเวียนอย่างไรก็ช่าง ท่านเดินจงกลม
รักษาสติอย่างเดียว คืนต่อ ๆ มาก็ปรากฏเช่นนี้ทุกคืน
และจนคืนหนึ่งดวงแก้วลอยต่ำลงมากแล้วยังวนเวียนช้า ๆ
รอบ ๆ ตัวท่านอีกด้วย แสงสีเรือง ๆ นั้นทำให้ท่านหยุด
พิจารณาแล้วยื่นมือไปหยิบดวงแก้ววิเศษนั้น ท่านบอกว่ามัน
ง่ายดายมาก พอท่านจับดวงแก้วไว้แสงเรือง ๆ สว่าง ๆนั้น
ก็ค่อย ๆมืดดับไปจนหมด เหลือแต่สภาพเป็นดวงแก้ว
(สีขุ่นขาวนวลไม่ถึงกับใสแจ๋วนัก) ท่านจึงพิจารณาทราบว่า
เจ้าของหมายถึง ผู้รักษาแก้วนั้นหรือแก้วกายสิทธิ์นั้นคงจะให้
ท่าน ท่านจึงเก็บไว้ ต่อมาท่านได้ถวายพระอาจารย์แนนซึ่ง
เป็นพระธุดงค์อีกองค์หนึ่งไป

(นี่เป็นเรื่องจริงทุกประการ ท่านสามารถเรียนถามได้จาก
พระอาจารย์พุฒ วัดเขาสวนกวางได้ทุกเวลา)



เรื่องเกี่ยวกับแก้วเสด็จ คือ ตั้งแต่สมัยโบราณ คนเฒ่า
คนแก่ จะเล่าให้ฟังว่าตามป่าเขายามดึกสงัด
วันเพ็ญ 15 ค่ำ มักมีแก้วสุกใสสว่างดวงกลมลอยขึ้น จาก
ภูเขาลูกนี้ไปลงเขาลูกนั้น พอใกล้สว่างก็ลอยกลับลงมาที่เขา
ลูกเดิม แก้วบางดวงก็เล็ก,ใหญ่มีรัศมีสีแสงอ่อนไม่เท่ากัน
บางดวงมีบริวารแวดล้อมระยิบระยับไปหมด เรื่องทำนองนี้
มีผู้พบเห็นมาแต่โบราณจนแม้ในยุคปัจจุบัน ทำให้เป็นที่
สนใจสงสัยของบรรพบุรุษ ซึ่งสมัยนั้นคงสงสัยในใจกันมา
นาน และสมัยโบราณปกครองด้วยระบบเจ้าขุนมูลนาย
ดังนั้นเมื่อเจ้าเมืองที่เมืองป่า เขาได้พบเห็นปรากฏการณ์นี้
ด้วยความสงสัยมานาน ที่เห็นดวงสว่างลอยขึ้นจากยอดเขา
หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของภูเขา แล้วลอยไปยังเขาอีกลูกหนึ่ง
พอใกล้สว่างก็ลอยกลับที่เดิม เป็นเช่นนี้นานเข้า ด้วยความ
สงสัยอยากรู้ และอาศัยมีอำนาจสั่งการให้ไพร่ฟ้าหรือบริวาร
ทดลองขุดดูตรงบริเณที่แสงลอยหายตกวูบไป

เมื่อขุดดูก็ได้พบแท่งแก้วผลึกบ้าง ก้อนแก้วผลึกบ้าง
เป็นหินขาวใสบริสุทธิ์บ้าง ขาวขุ่น ๆ ใส ๆ บ้าง จึงนำมาทำ
เป็นเครื่องประดับยอดเจดีย์ เช่นทำเจียระไนเป็นรูปดอกบัว
รูปดวงแก้วกลม ไว้บนฉัตรทองคำยอดพระธาตุ เจดีย์ต่าง ๆ
เช่น เจดีย์หริภุญชัย ลำพูน,พระธาตุดอยสุเทพ,พระธาตุ
ต่าง ๆ ทั่วภาคเหนือ,พระธาตุนครศรีธรรมราช ก็มีดวงแก้ว
กลมใสจำนวนมากประดับบนฉัตรรอบยอดเจดีย์

และวันดีคืนดี ก็จะมีปาฏิหารย์เป็นดวงแสงสว่างลอย
จากยอดเจดีย์นั้นไปหาเจดีย์นี้ เชื่อกันว่าแก้วเสด็จไปมาหา
สู่กับแก้วด้วยกันในถิ่นอื่น ๆ หรือไปเยี่ยมกัน

และนอกจากนี้คนยุคโบราณยังนำหินแก้วกายสิทธิ์
เหล่านี้มาเจียระไน ทำเป็นพระพุทธรูปบรรจุไว้ในเจดีย์ที่
เชียงแสน,เชียงใหม่,อ.ฮอด,เชียงราย,ลำพูน,ลำปาง,น่าน
แพร่,อุตรดิตถ์,พิษณุโลก,อยุธยา ฯลฯ แสดงว่ามีผู้รู้จักแก้ว
กายสิทธิ์มาแต่โบราณกาลนับพัน ๆ ปีแล้ว

จากหลักฐานที่ขุดค้นพบจากกรุเจดีย์ต่าง ๆ ในภาคเหนือนั้น
ก็ล้วนพบดวงแก้วกายสิทธิ์บ้าง พระหินแก้วกายสิทธิ์บ้าง
และกายสิทธิ์รูปต่าง ๆ ดังปรากฏหลักฐานใน
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดทั่ว
ประเทศ ซึ่งจะพบว่าตามกรุเจดีย์วัดร้างที่ขุดพบนี้
มีพระแก้วกายสิทธิ์,ช้างแก้ว,กวางแก้ว,ผอบแก้วใส่พระ
บรมสารีริกธาตุและมีดวงแก้วกลมอีกด้วย เช่น ที่พบจาก
เมืองฮอดเชียงใหม่ เชียงแสน เชียงของ เชียงคำ และ
อำเภอเถิน ลำปาง แสดงว่าบรรพบุรุษของไทย
ได้รู้จักแก้วกายสิทธิ์มานานแล้วตั้งแต่โบราณกาล

ความลับเกี่ยวกับเรื่องขุมแก้วกายสิทธิ์ในเมืองเหนือ

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพระพุทธ
แก้ว อันถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง เพราะแก้วย่อมถือเป็นของ
มีค่าหาได้ยาก โดยเฉเพาะแก้วหินจากธรรมชาติ พระแก้วที่เกิด
ขึ้นในเมืองเหนือที่ถือเป็นพระปฏิมากรองค์สำคัญ เช่น พระ
พุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตน
ศาสดารามในปัจจุบัน ก็พบครั้งแรกในกรุกลางเมืองเชียงราย
เมื่อ พ.ศ. ๑๙๗๙

พระแก้วอีกองค์หนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ที่วัดพระธาตุลำปาง
หลวง มีหน้าตัก ๖ นิ้ว พบในลำปางตามตำนานกล่าวว่าพบ
เป็นลูกแก้วอยู่ในผลแตงโม (มะเต้า) แล้วนำมาเจียระไนเป็น
พระพุทธรูป

พระแก้วอีกองค์หนึ่ง มีความสำคัญคู่ตำนานคือ พระแก้วหริ
ภุญชัย กล่าวว่าเป็น พระแก้วของพระนางจามเทวีแต่สมัยหริ
ภุญชัย ขณะนี้อยู่ที่วัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่ ทราบกันดีในชื่อ
พระเสตังคมณี

นอกจากนี้ยังมีประดิษฐกรรมจากแก้ว ที่พบกันในกรุร้างวัด
ต่าง ๆ ในเขตอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่ามีทั้งพระ
พุทธรูปแก้วกายสิทธิ์ใส ๆ ช้างแก้ว กวางแก้ว ดวงแก้วกลมใส
ผอบแก้วใสบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ในเขตเมืองเก่า เชียง
แสน เชียงขอม เชียงคำ และเขตกรุร้างต่าง ๆ ในจังหวัดภาค
เหนือ และในกรุวัดร้างของอำเภอเถินก็พบหลักฐานที่
ประดิษฐกรรมเจียระไนจากหินแก้วกายสิทธิ์ ในรูปต่าง ๆ
เจริญอยู่ในสมัยลานนาไทยมานานแล้ว ทางสุโขทัยและพระ
นครศรีอยุธยา การขุดค้นต่าง ๆ ของคณะโบราณคดี
มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็พบแก้วใสด้วยวิธีเจียระไนแบบพื้น
เมืองโบราณ ลึกลงไปในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้พบหลัก
ฐานว่าคนในสมัยดึกดำบรรพ์ได้นำลูกแก้วปัดสีต่าง ๆ มาประดับ
คุ้มครองตัวเอง เราจะหาดูได้จากพิพิธภัณฑ์อู่ทองสิ่งที่น่า
สนใจยิ่งคือ ลูกแก้วลูกปัดที่มีสีขาวใสสะดุดตาเรียกว่า
“แก้วน้ำค้าง” ซึ่งจัดอยู่ในประเภทหินแก้วกายสิทธิ์ หินผลึก หิน
เขียวหนุมาน หินแก้วโป่งข่ามนั่นเอง

นอกจากหินแก้วกายสิทธิ์สีขาวแล้ว อาจมีสีม่วง ชมพู น้ำ
ชา สีฟ้า และมีแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าปะปนมีคล้ายตะไคร่น้ำ ทราย
หรือเป็นเส้นสีดำ สีทอง สีนาค สีเงิน ซึ่งล้วนเป็นหินแก้ว
กายสิทธิ์เกิดเองตามธรรมชาติ มีอายุนับล้าน ๆ ปี หินแก้วชนิด
ขาวใสบริสุทธิ์เป็นของหายากและมีค่าสูงพอ ๆ กับสีม่วงใสซึ่
นิยมกันมาก และมีราคาแพงแต่ทว่าลักษณะหินแก้วใสเหล่านี้
เกิดเองมีขนาดใหญ่ ๆ ที่ใสบริสุทธิ์จริง ๆ หายากมาก ส่วนมาก
มักขุ่นครึ่งใสครึ่ง ถึงใสหมดก็มีขนาดเล็ก และหายากมีค่าสูง
ส่วนบางก้อนถึงใสสนิทก็อาจมีลายหินม่านหินตามธรรมชาติ
เกิดอยู่ภายในปะปนอยู่ทุกก้อน ทุกดวง มากบ้าง น้อยบ้าง
ต้องเข้าใจตามความเป็นจริงของธรรมชาติ

ในต่างประเทศ เช่น จีน
เรียกแก้วกายสิทธ์นี้ว่า “หินแก้วจุยเจีย” หรือที่
แปลกันว่าแก้วหยกน้ำค้าง หรือ น้ำกลายเป็นหินแข็งใส
ทำนองนี้ แก้วจุยเจียมักมีคุณภาพความใสสะอาดเป็นเลิศ และ
มีขนาดใหญ่ สามารถนำมาเจียระไนเป็นลูกแก้วกลมใสขาดเท่า
ลูกพุทรา เท่ามะนาว

ตัวอย่างในตำนานจีนประวัติ 8 เซียน กล่าวถึง
"หลีเล่ากุน" มีดวงแก้ววิเศษเท่าผลส้ม เปล่งแสงออกมาเป็น
ฉัพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ และเมื่ออธิษฐานขอดูภาพ
เหตุการณ์ต่าง ๆ จากดวงแก้ว จะเห็นตามเป็นจริง นอกจากนี้
ในศาสนาพุทธมหายานในจีน พระพุทธรูปตรีกาย (ซำเป้า)
พระพุทธรูปองค์กลาง(พระศากยมุนี) พระหัตถ์ถือดวงแก้วเป็น
สัญลักษณ์

ส่วนทางยุโรป อเมริกาเรียกว่าร็อคคริสตัล “คริสตัล”
เรียกสั้น ๆ ว่า คว้อทซ์นั่นเอง ประชาชนชาวจีน
ชาวญี่ปุ่น นิยมนำเอาหินจุยเจียมาทำเป็นดวงแก้วกลมเล็กบ้าง
ใหญ่บ้าง เพื่อนำมาเป็นนิมิต ปฏิบัติธรรม ซึ่งมีอานุภาพต่อ
ทางจิตสูงมาก เช่นถือกันว่ามีพลังวิเศษอยู่ในดวงแก้วนั้น

ในทวีปอเมริกานิยมเอาหินแก้วใสบริสุทธิ์ ร็อคคริสตัล
จุยเจียนี้ทำเป็นคริสตัลบอลล์ หรือดวงแก้ว ใช้เพ่งให้จิตเป็น
สมาธิ เพื่อให้รู้เห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่นยีนส์ ดิกสัน
ชาวอเมริกาที่โด่งดังในอเมริกา

สำหรับในประเทศไทยนิยมยกย่องหินแก้วผลึกขาวใส
(จุยเจีย) เป็นรัตนะ (แก้วอันประณีต ประเสริฐ) เป็น
ของบริสุทธิ์จึงนิยมมาเจียระไน เป็นพระพุทธรูป,ผอบ,
เจดีย์แก้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า,
พระธาตุของพระอรหันต์ และนิยมทำเป็นดวงแก้วกลม
ประดับบูชาไว้บนยอดเจดีย์ต่าง ๆ

เช่น พระธาตุดอยสุเทพ,พระธาตุหริภุญชัย , พระตาลดอยป่าตาล ทั่วภาคเหนือ และพระธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช ก็มีดวงแก้วหินขาวใสจุยเจียประดับ บนยอดฉัตรเจดีย์หุ้มด้วยสาแหรกทองคำจำนวนหลายสิบดวง
-----------------------------------------------
ติดต่อโหน่งหรือพ่อมดโลจิ
โทร. 054-276485 /084-0427843 /0899565491
rukava.s@chaiyo.com
rukava6_6@hotmail.com
www.gmcities.com
ดำรงค์ รัตนวงค์
143 หมู่ 1 ต.เมืองปาน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง 52240
- จัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์
- รับเงินทางไปรษณีย์ออนไลน์ ที่ไปรษณีย์เมืองปาน
- และโอนเข้าบัญชี ธนาคารกรุงเทพ ฯ สาขา เมืองปาน
- เลขที่บัญชี 605-0-10816-3

Join Yello

Join us on Facebook

Follower us on Twitter

Pin us on Pinterest

Copyright 2012 Technology Capital Group Limited. All Rights Reserved. Process in 3.9 sec.